คลินิก สบายดี ถือเป็นคลินิกแห่งแรกที่ให้บริการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และให้คำปรึกษาโดยสมัครใจเกี่ยวกับการติดเชื้อเอชไอวี(Voluntry Counseling and Testing : VCT) ต่อชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายอย่างเป็นมิตรในเขตป่าตอง รวมทั้งให้บริการรักษาและส่งต่อผู้รับบริการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอชไอวีไปยังสถานพยาบาลที่เหมาะสมอีกด้วย
โรคมะเร็งทวาร โฆษกสาธารณสุขออกโรงเตือน พวกนิยมบริโภค"ถั่วดำ" เสี่ยงเป็นโรคมะเร็งทวาร หากใครอึ๊บมากยิ่งมีโอกาสติดเชื้อสูง ระบุโรคดังกล่าวกำลังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอเมริกา แนะนำผู้ชายควรขลิบหนังหุ้มอวัยวะเพศหรือสวมถุงยางอนามัยช่วยลดความเสี่ยง ได้ ส่วนมะเร็งปากมดลูกคร่าชีวิตหญิงไทยเป็นอันดับหนึ่ง ยอมรับปัญหาแก้ยากเพราะส่วนใหญ่ยังอายหมอ เมื่อวันที่ 25 ต.ค. นางนิตยา จันทร์เรือง มหาผล โฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่าขณะนี้โรคมะเร็งกำลังเป็นปัญหาสาธารณสุขของโลก โดยเฉพาะโรคมะเร็งปากมดลูก ต้นเหตุสำคัญ 90% เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่าฮิวแมนแพบพิโลมา หรือ "เอชพีวี" (HPV : Human Papilloma Virus) เชื้อไวรัสดังกล่าวมีมากกว่า 40 ชนิด บางชนิดทำให้เกิดหูดหงอนไก่ขึ้นที่อวัยวะเพศ บางชนิดทำให้เกิดมะเร็งที่ปากมดลูก และช่องทวารหนัก นางนิตยากล่าวอีกว่า วงการแพทย์ระบุว่าเมื่อสตรีมีเพศสัมพันธ์จะเสี่ยงติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ โดย 80% จะติดเชื้อแต่ร่างกายสามารถขจัดให้หมดไปได้ ส่วนอีก 1 ใน 5 จะมีรอยของโรคปรากฏ หากร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคต่อไวรัส ได้ดี รอยของโรคก็จะหายไปเอง หากร่างกายไม่สามารถขจัดเชื้อไวรัสตัวนี้หมดไปได้ จะมีโอกาสกลายเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกภายในเวลาประมาณ 13 ปี โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งในสหรัฐอเมริกา ได้ทำการศึกษาในผู้ชายจำนวน 393 คน ที่ใช้บริการคลินิกกามโรค โดยให้ตอบแบบสอบถาม และตรวจหาดีเอ็นเอของเชื้อไวรัสเอชพีวีที่ปลายอวัยวะเพศ เพื่อดูการติดเชื้อไวรัส ผลการศึกษาพบว่าการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีของผู้ชาย เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนความถี่การมีเพศสัมพันธ์ พบว่า ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ถี่เดือนละกว่า 30 ครั้ง จะเสี่ยงติดเชื้อไวรัสสูงกว่าคนที่มีเพศสัมพันธ์ไม่ถึงเดือนละ 5 ครั้ง ถึง 3 เท่าตัว "ที่น่าเป็นห่วงได้แก่ กลุ่มชายรักร่วมเพศ หรือผู้ชายที่ชอบร่วมเพศทางทวารหนัก หากไม่ใช้ถุงยางอนามัย จะเสี่ยงเป็นมะเร็งที่ช่องทวารหนักได้ ซึ่งขณะนี้กำลังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในสหรัฐอเมริกา" นางนิตยากล่าว โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่อไปว่า เพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ในทางวิชาการมีคำแนะนำให้ผู้ชายขริบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ หากไม่สามารถรักษาความสะอาดได้ดีพอ และใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ เพราะการขริบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ จะลดการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี ลงได้ 1 ใน 3 ส่วนการใช้ถุงยางจะลดการติดเชื้อได้ครึ่งหนึ่ง สำหรับความรุนแรงของไวรัสเอชพีวี พบว่าส่งผลให้สตรีทั่วโลกเป็นมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ปีละ 466,000ราย และเสียชีวิตปีละ 231,000 ราย คาดว่าจะมีผู้หญิงทั่วโลกประมาณ 7 ล้านคน ที่เป็นมะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มแรกและต้องการทำการรักษา ส่วนในประเทศไทยมีผู้ป่วยเก่า-ใหม่ประมาณ 60,000 คน โดยโรคมะเร็งปากมดลูกเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของหญิงไทย โดยเริ่มพบตั้งแต่ก่อนอายุ 20 ปี แต่มากที่สุดคืออายุ 45-50 ปี แม้ว่าขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขจะเร่งให้หญิงอายุ 35 ปี ขึ้นไปไปตรวจมะเร็งปากมดลูกก็ตาม แต่ติดปัญหาว่า หญิงไทยส่วนใหญ่ยังอายหมอ ไม่กล้าไปตรวจมะเร็งปากมดลูก ทั้งนี้จากสถิติใน 5 จังหวัด ที่ขึ้นทะเบียนมะเร็งปากมดลูก คือ เชียงใหม่ ลำปาง กรุงเทพฯ ขอนแก่น และสงขลาพบว่าส่วนใหญ่เป็นระยะลุกลาม โดยที่เชียงใหม่มีอัตราการอยู่รอด 5 ปี อยู่ที่ 68% ส่วนที่ขอนแก่นมีอัตราการอยู่รอดต่ำกว่าเพียง 55% เท่านั้นที่มา : http://www.bangkokrainbow.org/ < ก่อนหน้า ถัดไป > [ ย้อนกลับ ]
โฆษกสาธารณสุขออกโรงเตือน พวกนิยมบริโภค"ถั่วดำ" เสี่ยงเป็นโรคมะเร็งทวาร หากใครอึ๊บมากยิ่งมีโอกาสติดเชื้อสูง ระบุโรคดังกล่าวกำลังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอเมริกา แนะนำผู้ชายควรขลิบหนังหุ้มอวัยวะเพศหรือสวมถุงยางอนามัยช่วยลดความเสี่ยง ได้ ส่วนมะเร็งปากมดลูกคร่าชีวิตหญิงไทยเป็นอันดับหนึ่ง ยอมรับปัญหาแก้ยากเพราะส่วนใหญ่ยังอายหมอ เมื่อวันที่ 25 ต.ค. นางนิตยา จันทร์เรือง มหาผล โฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่าขณะนี้โรคมะเร็งกำลังเป็นปัญหาสาธารณสุขของโลก โดยเฉพาะโรคมะเร็งปากมดลูก ต้นเหตุสำคัญ 90% เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่าฮิวแมนแพบพิโลมา หรือ "เอชพีวี" (HPV : Human Papilloma Virus) เชื้อไวรัสดังกล่าวมีมากกว่า 40 ชนิด บางชนิดทำให้เกิดหูดหงอนไก่ขึ้นที่อวัยวะเพศ บางชนิดทำให้เกิดมะเร็งที่ปากมดลูก และช่องทวารหนัก นางนิตยากล่าวอีกว่า วงการแพทย์ระบุว่าเมื่อสตรีมีเพศสัมพันธ์จะเสี่ยงติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ โดย 80% จะติดเชื้อแต่ร่างกายสามารถขจัดให้หมดไปได้ ส่วนอีก 1 ใน 5 จะมีรอยของโรคปรากฏ หากร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคต่อไวรัส ได้ดี รอยของโรคก็จะหายไปเอง หากร่างกายไม่สามารถขจัดเชื้อไวรัสตัวนี้หมดไปได้ จะมีโอกาสกลายเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกภายในเวลาประมาณ 13 ปี โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งในสหรัฐอเมริกา ได้ทำการศึกษาในผู้ชายจำนวน 393 คน ที่ใช้บริการคลินิกกามโรค โดยให้ตอบแบบสอบถาม และตรวจหาดีเอ็นเอของเชื้อไวรัสเอชพีวีที่ปลายอวัยวะเพศ เพื่อดูการติดเชื้อไวรัส ผลการศึกษาพบว่าการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีของผู้ชาย เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนความถี่การมีเพศสัมพันธ์ พบว่า ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ถี่เดือนละกว่า 30 ครั้ง จะเสี่ยงติดเชื้อไวรัสสูงกว่าคนที่มีเพศสัมพันธ์ไม่ถึงเดือนละ 5 ครั้ง ถึง 3 เท่าตัว "ที่น่าเป็นห่วงได้แก่ กลุ่มชายรักร่วมเพศ หรือผู้ชายที่ชอบร่วมเพศทางทวารหนัก หากไม่ใช้ถุงยางอนามัย จะเสี่ยงเป็นมะเร็งที่ช่องทวารหนักได้ ซึ่งขณะนี้กำลังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในสหรัฐอเมริกา" นางนิตยากล่าว โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่อไปว่า เพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ในทางวิชาการมีคำแนะนำให้ผู้ชายขริบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ หากไม่สามารถรักษาความสะอาดได้ดีพอ และใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ เพราะการขริบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ จะลดการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี ลงได้ 1 ใน 3 ส่วนการใช้ถุงยางจะลดการติดเชื้อได้ครึ่งหนึ่ง สำหรับความรุนแรงของไวรัสเอชพีวี พบว่าส่งผลให้สตรีทั่วโลกเป็นมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ปีละ 466,000ราย และเสียชีวิตปีละ 231,000 ราย คาดว่าจะมีผู้หญิงทั่วโลกประมาณ 7 ล้านคน ที่เป็นมะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มแรกและต้องการทำการรักษา ส่วนในประเทศไทยมีผู้ป่วยเก่า-ใหม่ประมาณ 60,000 คน โดยโรคมะเร็งปากมดลูกเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของหญิงไทย โดยเริ่มพบตั้งแต่ก่อนอายุ 20 ปี แต่มากที่สุดคืออายุ 45-50 ปี แม้ว่าขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขจะเร่งให้หญิงอายุ 35 ปี ขึ้นไปไปตรวจมะเร็งปากมดลูกก็ตาม แต่ติดปัญหาว่า หญิงไทยส่วนใหญ่ยังอายหมอ ไม่กล้าไปตรวจมะเร็งปากมดลูก ทั้งนี้จากสถิติใน 5 จังหวัด ที่ขึ้นทะเบียนมะเร็งปากมดลูก คือ เชียงใหม่ ลำปาง กรุงเทพฯ ขอนแก่น และสงขลาพบว่าส่วนใหญ่เป็นระยะลุกลาม โดยที่เชียงใหม่มีอัตราการอยู่รอด 5 ปี อยู่ที่ 68% ส่วนที่ขอนแก่นมีอัตราการอยู่รอดต่ำกว่าเพียง 55% เท่านั้น
ที่มา : http://www.bangkokrainbow.org/
» รู้ทันเอดส์» สุขภาพดีดีดอทคอม» องค์กรบางกอกเรนโบว์» สาสุขดอทคอม» ไทยคลินิกดอทคอม
จังหวัดที่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์ สะสมตั้งแต่ปี 2527– ปัจจุบัน มีดังนี้
ลำดับ
จังหวัด
จำนวน(ราย)
1
กทม
6,988
2
เชียงราย
5,410
3
ลำปาง
4,877
4
เชียงใหม่
4,072
5
ระยอง
1,680